หนังสือสำหรับเดินทาง

posted on 26 Nov 2008 13:55 by lordintranslation

 

หนังสือสำหรับเดินทาง

ที่มา  พุธ – ๒๓ เมษายน ๒๕๕๑

ไปทำหนังสือสำหรับเดินทางไปต่างประเทศ
เมื่อวันที่  ๑๑  เมษายน  ๒๕๕๑  เลือกวันนี้เพราะชอบเลข ๑
(เลข  ๑  ที่เป็นวันเกิดของเราสองคน...เลยจับให้มาคู่กัน)
วันนี้ได้รับหนังสือเดินทาง  passport  จัดส่งมาให้ทางไปรษณีย์
หนังสือเดินทางเล่มใหม่มี  ๕๐  หน้า  หนากว่าหนังสือเดินทางเล่มแรกที่มี  ๓๒ หน้า
ฉันยังไม่รู้ว่าจะเริ่มเดินทางสู่ที่ไหนดีกับอีพาสปอร์ตเล่มใหม่และเล่มแรกของฉัน
...
หนังสือเดินทางเล่มแรก 
ฉันไปทำเพราะอยากเดินทางไปประเทศลาว
(ดินแดนที่นักเดินทางแถบบ้านเราต้องไปวัดใจตัวเอง)
๓๐ ต.ค. ๒๐๐๓ – ๓ พ.ย. ๒๐๐๓ (ปี  ๒๕๔๖)
ฉันและเพื่อนอีกคนนั่งรถทัวร์ไปลงเชียงของ จ.เชียงราย
แล้วนั่งเรือเร็วสู่หลวงพระบาง...เรือเร็วที่ฉันไม่สามารถพูดกับเพื่อนได้
ประมาณ  ๗  ชั่วโมง ต้องนั่งตัวงอเป็นกุ้งโดนน้ำร้อน
ขยับตัวไม่ได้  เรือหางยาวพาฉันและเพื่อนสู่หลวงพระบาง
พอขึ้นจากเรือ  ฉันอยากยืนนอนตลอดคืน เจ็บก้นจากการนั่งเรือ ขางอ
ขยับตัวได้ก็เพียงนิดเดียว  ฝรั่งตัวใหญ่ๆ ที่นั่งมาด้วย กระดิกตัวไม่ได้
ฝรั่งตัวใหญ่สองคนนั่งคู่  ไม่มีทางขยับตัวได้แน่นอน ที่นั่งแคบ
พอขึ้นจากเรือ  ฝรั่งตะโกนลั่นว่า  Ohhh my legs
ดีนะที่ขาพวกเขายืดออกได้  ไม่โดนสต๊าฟเอาไว้เป็นตัวกุ้งงอ
วีรกรรมในหลวงพระบางคือวันที่เดินทางสู่น้ำตก...
ฉันกับเพื่อนอุตริอวดเก่ง ไม่เหมาสามล้อไป
เช่ารถมอเตอร์ไซด์ไปเอง...ขับไปเอง ไม่รู้เหนือใต้  ถามคนไปตลอดทาง
ขับรถไต่เขาไปตามทาง  เข้าป่า  เข้าพงไป  ตามถนนที่เขาบอก
ถนนเปลี่ยว  นานๆ  จะมีรถสวนหรือไล่หลังมา
ก่อนออกจากร้านเช่ามอเตอร์ไซด์  ลุงเจ้าของร้านบอกว่า
ระวังอย่าให้กุญแจกระเด้งหลุดจากที่เสียบนะ
อีก  ๔  กิโลจะถึงน้ำตก...ฉันกับเพื่อนแวะจอดรถถ่ายรูปกับรวงข้าวสีทอง
จอด...จอด...หา...บางอย่างที่หายไป
ระยะทางจากหลวงพระบางไปน้ำตก  ๔๐ กิโลเมตร (ไป-กลับ ๘๐ กิโลเมตร)
แต่พวกฉันสองคนเดินทางไป-กลับ  ๑๖๐ กิโลเมตร
กุญแจสำหรับเปิด-ปิดรถมอเตอร์ไซด์กระเด้งหายไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้
พวกฉันไม่สามารถดับเครื่องยนต์ได้  ทางเดียวคือ...
ต้องบึ่งรถมอเตอร์ไซด์หน้าตั้งกลับมาหลวงพระบางอีกรอบ
เพื่อเอากุญแจสำรอง...แล้วบึ่งกลับไปน้ำตก
นักเดินทางที่อยู่เกสต์เฮ้าส์เดียวกัน เจอพวกฉันตอนที่กลับไปที่น้ำตกรอบที่สอง
พวกเขาเดินทางไปถึงพร้อมพวกฉัน
ฉันกับเพื่อนตื่นแต่ไก่โห่  และฝรั่งคู่นี้รู้ว่าฉันสองคนจะไปน้ำตก
พวกเขาชวนพวกฉันนั่งรถไปด้วยกัน แต่พวกฉันอยากไปเอง
ฝรั่งคู่นั้นถามว่า...อ้าวเห็นออกมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางทำไมถึงพร้อมกับพวกเขา
ตอนนั้นอยากชกหน้าตัวเอง  ชกหน้าคนที่ถามว่า  อย่ามาถามมากความ
เหนื่อยและหิว  แค้นใจตัวเองนักหนาที่กุญแจกระเด้งหายไป
วีรกรรมที่สองในหลวงพระบาง  ก่อนเดินทางสู่เวียงจันทน์
ฉันกับเพื่อนลิ้มลองอาหารทุกอย่าง เหลืออย่างเดียวคือขนมจีน
มีขนมจีนเจ้าหนึ่งตั้งขายหน้าที่พัก  เลยชักชวนกันกิน
ฉันตักเข้าปากคำแรก  แทบอยากจะคายออกมา
แต่คำว่า  The Show Must Go On เตือนสติเอาไว้
และไม่อยากทำลายอรรถรสในการกินของเพื่อนที่กินอย่างอร่อยมากๆๆๆ
เพื่อนซดน้ำซุปโกรกๆๆๆ  ขนมจีนจะมีน้ำยาเป็นซุปเนื้อสัตว์
คำแรกกลืนลงไปซะ แล้วฉันก็หยุดกิน
เพื่อนถามว่า  ทำไมไม่กินต่อ  แล้วมันก็กินของฉันต่อ
พอกินเสร็จ  จ่ายเงิน  เดินออกจากร้านมา
ฉันถามเพื่อนว่า....”แกสงสัยไหมวะ  ว่าทำไมที่นี่ไม่มีหมาอ่ะ?”
เพื่อนฉันอ้าปากหวอ  แล้วพูดว่า  “หรือคนที่นี่กินหมา”
ฉันบอกไปว่า  “ขอโทษนะ  ตะกี้เราก็ฟาดหนมจีนน้ำยาซุปหมาไปแล้ว”
จากตาเท่าเม็ดก๊วยจี๊ของเพื่อน เหลือกเท่าไข่ห่าน 
หุๆๆๆๆ  โดนเข้าให้แล้ว  กลิ่นที่เหม็นสาบเตะจมูกทำให้ฉันยกเลิกการกิน
วีรกรรมที่สาม  เส้นทางจากหลวงพระบางก่อนถึงวังเวียง
รถตู้โดยสารพาผู้โดยสารไต่อยู่บนเขานานร่วม ๖  ชั่วโมง
ภูเขาสูงลิบที่เป็นโค้งหักศอกทุก ๕ เมตรเห็นจะได้
คนขับเก่งมาก  ฉันเวียนหัว  หน้ามืด  ตาพร่า  ถามหาถุงพลาสติก
แล้วอ้วกออกมาสองรอบ  อ้วกเอาขนมจีนน้ำยาสุนัขออกมา
อ้วกรอบที่สอง  พอเสร็จกิจฉันสลบไปเลยทันที
จนเพื่อนตกใจ  ฉันตัวเย็นเฉียบ  ปลุกยังไงก็ไม่ตื่น  แต่ไม่ตาย
ก่อนอ้วกแตก  ฉันถามคนขับรถทุก  ๓๐ นาทีว่า 
เมื่อไหร่เราจะลงสู่พื้นที่ราบเชิงเขาคะ  หนูเวียนหัว
ทิวทัศน์สวยงาม  แต่ฉันไม่มีโอกาสได้ชมจนถึงที่ราบ
ฉันสลบจนกระทั่งถึงที่ราบที่เป็นถนนธรรมดา
...
๑๖ มี.ค. ๒๐๐๔ – ๑๘ มี.ค. ๒๐๐๔  (ปี ๒๕๔๗)
ที่ทำงานส่งให้ไปดูพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในประเทศสิงคโปร์
ทริปนี้ไปแบบสบายไม่ต้องผจญภัย ทุกอย่างส่งมาแบบแพคเกจ
ไปพร้อมกับรุ่นพี่อีกสองสามคน
ฉันโลดแล่น  เพลินตาไปกับหลากหลายพิพิธภัณฑ์ในสิงคโปร์
ชอบทุกที่ที่ไป  แกลเลอรี่ต่างน่าดูชม  ดูอย่างอิ่มเอม
ชอบสนามบินสิงคโปร์  สะอาด  ดูดี  บ้านเมืองสะอาดยังกับเนรมิต
เสียว่าขนาดประเทศเล็กเหลือหลาย กรุงเทพฯใหญ่กว่าเป็นไหนๆ
ผู้คนหลากหลาย  ทั้งมุสลิม  จีน  แขก  อาหารก็หลากหลาย
ฉันชอบที่สุดคือได้ลิ้มลองก๋วยเตี๋ยวหลากหลายรูปแบบของที่นี่
เขาจะมีให้เลือกว่าจะเอาขนาดถ้วย  S, M  หรือ L
ร้านหนึ่งอยู่ในศูนย์การค้า  ลูกค้าสามารถเลือกเลยว่า จะเอาผักอะไรลวกใส่บ้าง
ทำน่ากิน  ยิ่งชามโต  ยิ่งน่ากิน 
ที่นี้อะไรก็ดูทันสมัย  modernize  เกินจริง
จนไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือหนึ่งใน  southeast asia
...
๒๕ ธ.ค. ๒๐๐๖ – ๖ ม.ค. ๒๐๐๗  (ปี ๒๕๔๙ – ๒๕๕๐)
ใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิครั้งแรกกับการเดินทางสู่ประเทศพม่า
ถึงจะไปนานหลายวันแต่ไม่ได้ไปสถานที่ไฮไลท์ของพม่า
ประเทศใหญ่ และฉันเลือกการเดินทางในประเทศพม่าทางบก
หากมีเงินมากพอ  การเดินทางระหว่างเมืองโดยเครื่องบิน
จะทำให้นักเดินทางกระเป๋าแฟบอย่างฉันไปได้อย่างทั่วถึง
ฉันไปที่ Chang Tha Beach และ Ngwe Saung Beach
การเดินทางสู่ Chang Tha Beach สะดวกด้วยรถโดยสารแต่เช้ามืด
ทะเลที่นี่ไม่ได้สวยมากมายนัก  ธรรมดา  และคนเยอะเนื่องจากไม่ไกลจากย่างกุ้ง
(ถึงไม่ไกลจากย่างกุ้งแต่ก็เดินทางประมาณ ๗-๘ ชั่วโมง)
นักเดินทางที่พิสมัยการปลีกวิเวกอย่างฉันได้รับการแนะนำ
ให้ไปพักต่อที่  Ngwe Saung Beach  และไม่มีรถโดยสารจากชองทาบีชไปที่เงชองบีช
ฉันและผู้ร่วมเดินทางต้องนั่งรถมอร์เตอร์ไซด์ข้ามน้ำข้ามทะเล 
(เอามอไซด์ขึ้นเรือ ขึ้นบกเขาก็ขับมอไซด์ต่อ)
ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจอีกระลอก...เส้นทางลัดป่าเขา  ขับผ่านทุ่งนา
ขับผ่านหมู่บ้านแค่หนึ่งหมู่บ้าน  ทางเปลี่ยว ฝุ่นตลบ
ข้างทางเป็นป่ารกชัฏ...ไปกับคนแปลกหน้า 
ส่วนผู้ร่วมทางนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซด์อีกคันห่างกันพอสมควร
ฉันคิดไปว่า  ต่อให้โดนฆ่าหมกป่าตรงนี้  รับรองก็ไม่ขึ้นหน้าหนึ่ง
ต้องกลายเป็นบุคคลหายสาบสูญ  พ่อแม่หาศพไม่เจอ
ผู้ร่วมเดินทางอีกคนกลัวแบบฉันหรือเปล่านะ?!
เราถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ...พอสองนักบิดได้รับเงินและจากเราสองคนไป
เรามองหน้ากัน  ทำตาเลิกลั่ก  ...พร้อมกับหัวเราะและถามคำถามเดียวกัน  พร้อมกันว่า...
“เธอรู้สึกแบบเดียวกับฉันหรือเปล่า?”
ฉันพยักหน้า  และเราตอบพร้อมกันว่า  “กลัวชิบหาย”
อาทิตย์ต่อมาเรากลับย่างกุ้ง  ไปต่อที่มัณฑะเลย์
และเหมาตุ๊ก ตุ๊ก เที่ยวมัณฑะเลย์ประมาณ  ๖  ชั่วโมงระหว่างรอขึ้นรถไปหมู่บ้านอินเล
ถึงหมู่บ้านอินเลประมาณตี  ๓  เศษๆ 
พอลงจากรถ  ฉันต้องเต้นผางๆๆ  หนาวมากๆๆๆ ทำอย่างไรให้ร่างกายอบอุ่น
เจอน้องคนไทยสามคน ได้ช่วยกันกระโดดเพราะหนาวมาก
นั่งรถตู้เข้าหมู่บ้านอินเล ตกคนละประมาณ ๑ ดอลลาร์
วินาทีนี้ต้องรีบเช็คอินน์อย่างเดียว ไม่มีเวลาโอ้เอ้หาเกสต์เฮ้าส์ตามที่โลนลี่แพลเน็ตบอก
อยากซุกตัวใต้ผ้าห่มท่าเดียว...
ล่องอินเลสมใจอยาก  กลางคืนไปดูละครหุ่นมือในหมู่บ้าน
มีคนดูแค่  ๔  คน  คือฉัน  ผู้ร่วมทาง  และชาวฝรั่งเศสอีกสองคน
วันรุ่งขึ้นเตรียมตัวกลับย่างกุ้ง  ขากลับเดินทางสนุกสนาน
คนขับรถอารมณ์ครึกครื้นตลอดเวลา  สนุกมาก
ตอนนั่งรถไปอินเล  ฉันเพลินตาเวลารถหยุดให้กินข้าว
คนแน่นทุกร้าน  ดึกๆๆ  หนาวๆๆ  เห็นลีลาชาวพม่าทำอาหาร
ทอดแผ่นแป้งให้พอง  แล้วเอาไม้ช้อนตัก  เป็นลีลาที่ไม่เหมือนใคร
ไปชเวดากอง...แต่ไม่ชอบมาก ชเวดากองสวยมากยามค่ำคืน  เปล่งสีทองอร่ามในความมืด
เสียดายที่ฉันไม่มีโอกาสไปถึง  พุกาม 
เหมือนกับเป็นการบอกตัวเองว่า  ต้องกลับไปอีกนะ 
ชีวิตและความเป็นคนพม่า  วิถีชีวิตของพวกเขา  เป็นเสน่ห์ที่ฉันประทับใจ
ฉันชอบสังเกตผู้คน  ส่วนสถานที่เที่ยวคือผลพลอยได้
ผู้คนใส่โสร่ง  เดินหิ้วปิ่นโตไปทำงาน  เจ้าหน้าที่รัฐแต่งตัวชุดประจำชาติ
การเคี้ยวหมากของพวกเขา  ช่างเป็นเอกลักษณ์  และเท่เหลือเกิน
มีร้านขายหมากเป็นคำๆ  ขายเต็มไปหมด  ตั้งร้านเล็กๆ มีโต๊ะกับเก้าอี้ก็พอ
ยิ่งฟันดำ ยิ่งสวย แล้วเอาแป้งทานาคาลูบหน้า
ไม่ว่าหนุ่มหรือสาวพม่าต้องทาแป้งทานาคา เป็นวิถีที่เป็นทางการของที่นี่
...
๒๐ ส.ค. ๒๐๐๗ – ๓๑ ส.ค. ๒๐๐๗  (ปี ๒๕๕๐)
เดินทางสู่ฮานอย ประเทศเวียดนาม
ชอบสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม  ตึกสวยๆ
โรงมหรสพสำหรับแสดงดนตรีคลาสสิคและโอเปร่า  (บัตรถูกมาก คิดเป็นเงินไทยประมาณ ๑๕๐-๒๐๐ บาท)
ดูหุ่นกระบอกน้ำโชว์ที่ฮานอย – Thang Long Puppet Theatre
ท่องเที่ยวทางเรือด้วยการพักบนเรือในวันที่ไปฮาลองเบย์
(น่าเบื่อมากขอบอก เพราะคุณจะไปไหนไม่ได้ เดินอยู่บนเรือน่ะแหละ)
สังคมบนเรือคับแคบเกินไป  ฮาลองเบย์งาม...แต่การอยู่บนเรือทั้งวันทั้งคืน
ไม่ชวนอภิรมย์  แม้ฉันจะชอบเรือก็ตามที!!!!
ออกจากฮานอยเดินทางสู่เมืองเว้  (ก่อนถึงเว้ผ่านเมืองดานัง บางจุดของดานังยังกับทะเลทรายแห้งแล้งมาก)
ปั่นจักรยานไปชม Hue Monument Conservation Center
สถาปัตยกรรมเหมือนพระราชวังต้องห้ามของจีน
จากเว้ฉันเดินทางสู่ฮอยอัน  การเดินในชุมชนฮอยอัน  ได้เห็นวิถีชีวิต 
อาจขัดหูไปบ้างที่ในชุมชนเปิดเพลงคลาสสิคคลอเบาๆ  ไม่ว่าจะเป็นโมสาร์ท โชแปง บีโธเฟ่น
ผ่านเครื่องขยายเสียงในหมู่บ้าน...อาจไม่เข้ากัน แต่ก็ทำให้หายเหนื่อย
กลับมาเว้อีกรอบ เพราะเส้นทางการเดินทางผิดพลาด
DMZ Tour ต้องเริ่มต้นที่เว้  และฉันได้แกะรอย  Ho Chi Minh Trail
อุโมงค์ที่เป็นกลยุทธในการต่อสู้และคว่ำจักรวรรดินิยมอเมริกัน
ฉันชอบทริปนี้ที่สุด ไปสู่สถานที่จริงและมีความหมายของการต่อสู้
กว่าจะได้นั่งรถกลับฮานอยก็ทุลักทุเลน่าดู  นึกว่าจะตกรถยามดึกสงัดที่เมืองดองฮาเสียแล้ว
แต่ฉันก็มาจนถึงฮานอย  เพื่อรอนั่งเครื่องกลับกรุงเทพฯ
การไปเวียดนามต้องระงับสติอารมณ์ อย่าถือสาผู้คนที่นี่
หันไปมองคนหาบดอกไม้ขายตามตรอก  ซอก  ซอย  ของฮานอยเพื่อไม่ให้อารมณ์เสีย
อย่าไปหน้าร้อน   ฉันกลับมาตัวดำ  ฮานอยร้อนอบอ้าว  เดินแป๊บเดียวตัวเปียกเลย
หาสำลีอุดหู  หาผ้าไปปิดจมูก  รถที่นี่บีบแตรกันเป็นธรรมเนียมตลอดการขับขี่
จักรยานยนต์เยอะ  ต้องมีผ้าปิดจมูก...อย่าลืมชิมเฝอหล่ะ  ชอบเฝอที่เว้อร่อยสุดๆ
ขนมปังฝรั่งเศสยัดไส้ไข่เจียวอร่อยไม่หยอก  กลับมาฉันน้ำหนักขึ้นพะเรอเกวียน
ไม่รู้เวียดนามใช้ซอสอะไร ไม่ได้ซื้อติดมาด้วย 
ซอสในเวียดนามกินกับข้าวสวยร้อนๆ  อร่อยมาก 
ฉันสามารถกินข้าวได้เป็นกะละมัง  ถ้ามีซอสนี้เป็นเครื่องเคียง 
หากมีเวลา  เลือกการเดินทางทางบก  ภูมิประเทศสวย
หากตัดผู้คนที่ไม่เป็นมิตรออกไป...ฉันชอบเวียดนามที่สุด
ฉันชอบที่มีลีลาหลากหลายให้ชมตามท้องถนน 
ชอบเวลาแม่ค้าเวียดนามงัดข้อและด่ากราดนักท่องเที่ยวตะวันตก
มันเหมือนเป็นการไม่ยอมให้ตะวันตก 
แถมแม่ค้าคนหนึ่งดึงถ้วยข้าวจากมือฝรั่ง
เพราะพาลที่ฝรั่งอีกคนมาด่า  ก็เลยพาลว่า  งั้นพวกหัวแดงไม่ต้องมากิน
ฉันได้ครบรสสำหรับเวียดนาม 
เป็นประเทศที่มีอะไรให้ดูเยอะ  มันหลากหลาย  แต่ฉันไม่ลืมความไม่เป็นมิตรของผู้คนหรอกนะ
ขอบอกว่า  เขี้ยวจริงๆ  และสมคำร่ำลือ
สมกับที่ใครต่อใครเตือนก่อนเดินทางว่า
“อย่าไปถือสาคนเขานะ  เที่ยวให้สนุก  คิดว่าไปเที่ยว”
จริงค่ะ  จริง  ขอบคุณคำเตือน  ทำให้มีสติ  ไม่วีนแตก
แต่ก็เกือบชกกับคนเวียดนามบนเรือในฮาลองเบย์
ฮึ่มมมม...
...
ปิดทริปปี  ๒๐๐๗  (๒๕๕๐)  ด้วยการเดินทางสู่เสียมเรียบ
เพื่อยลนครวัด นครธม  ที่ตั้งใจไว้เนิ่นนาน
...
หนังสือเดินทางเล่มใหม่  ยังว่างเปล่า
ทำเอาไว้  แต่ตอนนี้  ฉันบริโภคการเดินทางอิ่มหมีพลีมันเหลือเกิน
ยังไม่อยากไปไหนไกลๆ 

 

 

edit @ 26 Nov 2008 13:59:28 by sweet lord

หนุ่มเลือกหนุ่ม

posted on 24 Nov 2008 10:40 by lordintranslation

 

หนุ่มเลือกหนุ่ม

ที่มา  อังคาร – ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๑

มีอาคันตุกะมาเยี่ยมเยียน  เลยได้โอกาสแวะไปแถวพัฒน์พงษ์ 
ผู้มาเยือนจากแดนไกลทั้งสองท่านนี้ต้องการดู  lady  boy  show
และมีคนท้องที่ซึ่งพานำชม...เลือกบาร์ที่เป็นหนุ่มซึ่งแปลงเพศเป็นหญิงเรียบร้อยแล้ว
แสงไฟนีออนหลากสี  จับตามผิวเนื้อที่มีชุดบิกินีปิดข้างบนและข้างล่าง
ทำให้ผิว(หนุ่ม)สาวผ่องเป็นสีน้ำผึ้งชวนพิศยิ่งนัก
สาว(หนุ่ม)ทั้งหลายจะทำท่าชี้ชวนแขกให้เรียกพวกเธอไปนั่งด้วย
ผู้ชายคนไหนจะเรียกมานั่งด้วยต้องเสียค่าดื่มให้พวกเธอ
ค่าดื่มหรือดริ้งก์ที่เราเรียกกันคือค่าตัว...ทางบาร์จัดให้สองทีมหมุนเวียนกันออกมาโชว์
พอโชว์นี้หมด  (โชว์ตัวนะ  ไม่ได้มีเต้นรูดเสาหรืออะไร)
ก็จะเวียนลงมาพบแขกเสนอการขาย  แล้วอีกทีมก็จะขึ้นไปยืนบนเวทีแทน
ฉันนั่งมองหนุ่มสาวเหล่านี้...อย่างเพลินตา
หุ่นที่สูงสะโอดสะอง  หน้าตาที่สวยเตะตา  และความพยายามในการทำร่างกาย
จากที่กำยำให้อรชรได้งามกว่าหญิงอีกหลายคน
ทำให้ฉันอดทึ่งไม่ได้ในความพยายามและความตั้งใจที่จะเป็นในสิ่งที่พวกเขาเลือก
คนที่โดนแขกเลือก  จะลงมาตกลงราคากับแขก
บางคนสวยมากๆๆๆๆ  แต่แขกโขกราคาโป๊กๆๆๆ  จนคุณน้องทำตาประหลับประเหลือก 
ค้อนชนิดที่ว่า  อยากจะเอาฆ้อนมาทุบหัวแขกแทน
จากสี่ทุ่มถึงเที่ยงคืนครึ่ง...ฉันเห็นมีแค่สองคนเท่านั้น  ที่ได้แต่งตัวสวย
แล้วเดินโฉบเฉี่ยวออกไปกับแขกที่เข้ามาเลือก
คนที่เหลือยังทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป
พวกเขา(หนุ่ม)สาวก็เลือกที่จะเป็นแบบนี้...
ที่เหลืออีกบางส่วนของชีวิตก็ต้องถูกเลือกโดยคนอื่นเช่นกัน
และฉันก็ได้เห็น(หนุ่ม)สาวคนหนึ่งในบาร์....เธอคงเป็นดาวของที่นี่...เธอคนนี้สวยเลือกได้จริงๆ
พอตกลงราคากันไม่ได้...เธอจึงไม่ถูกเลือกเท่านั้นเอง
...แต่เธอมีสิทธิ์เลือกความชอบธรรมในมูลค่าของตัวเธอเอง...
สาวคนนี้สวยไม่มากไม่มาย หน้าตาละม้าย พอลลาร์ เทเลอร์ เท่านั้นเอง

หมายเหตุ   ภาพประกอบจาก โปสเตอร์ละครเวทีเรื่อง  Tropical Night - คืนร้อน 

Classic and Opera Nights

posted on 21 Nov 2008 15:09 by lordintranslation

Classic and Opera Nights

ที่มา  จันทร์-อังคาร-พุธ-พฤหัสบดี -๑๐,๑๑,๑๒,๑๓ มีนาคม ๒๕๕๑

สามสี่วันที่ผ่านมา
ได้รับฟัง  รับชมการแสดงขับร้องเดี่ยว  และการแสดงโอเปร่า
ผลงานของนักศึกษาปีสี่  เอกขับร้องที่กำลังจะจบการศึกษา
การแสดงเปียโน ขับร้อง หรือโอเปร่า
จากที่ใครๆ ต่างจำกัดความกันว่า
ศาสตร์และศิลป์แขนงนี้ต้องปีนบันไดฟัง
ฉันกลับนั่งเท้าติดพื้น  ก้นติดเก้าอี้  ตาดู  หูฟัง
ฟังแค่ว่า...เขาร้องดีไหม  เล่นเพี้ยนหรือเปล่า  ไม่มีความรู้ทางด้านนี้
...ฉันชอบหนังเรื่อง AMADEUS
ทึ่งในความเป็นอัจฉริยะและความโอหังของโมสาร์ท
...หลายค่ำคืนที่ได้รับฟังเพลง  โอเปร่า
คืนแรก...สองสาวน้อยกับเสียงร้องใสๆ  เหมาะกับตัวและใบหน้า
ส่วนการแสดงโอเปร่า  สองสาวเลือกแสดงเรื่องราวที่ใสๆ
น่ารัก  เหมาะกับความสามารถที่พวกเธอมีอยู่
ฉันรู้สึกว่า...สุ้มเสียงของพวกเธอต้องพัฒนาให้มีพลังมากกว่านี้
แล้วเสียงใสๆ ที่พวกเธอมีจะนำพาไปสู่เส้นทางที่สดใสไม่แพ้กัน
คืนที่สอง...สาวคนนี้หน้าตาสะสวย ออกมาในชุดราตรียาวสีพีช
คนฟังร่วมสองร้อยคน  ดั่งต้องมนตร์ในน้ำเสียงของเธอ
เพลงของเธอ  ร้องยากขึ้นไปเรื่อยๆ
ทำนองเอื่อยเฉื่อย  เศร้าสร้อย  และโชว์พลังเสียง
พลังเสียงที่เต็มไปด้วยความสวยงามและอ่อนหวาน
ภาคการแสดงโอเปร่า...เธอเล่นได้อย่างน่ารัก 
คืนที่สาม...ใครต่อใครต่างบอกว่าน้ำเสียงของสาวน้อยร่างท้วมคนนี้
เทียบชั้นได้กับนักร้องดังระดับโลก
ภาคแรกเป็นการขับร้อง...
สุ้มเสียงของเธอมีพลัง  กุมอำนาจการรับฟังคนฟังอย่างฉัน
ก้อง  กังวาน  ดังสะท้อนไปมาในรูหู
ฉันสัมผัสได้ถึงความอหังการ์ในพลังของเธอ
แก้วหูฉันสั่นไหว...จนอยากปิดหูตัวเองอีกข้าง
เพื่อแบ่งเบาพลังที่เปล่งผ่านออกมาจากปากของเธอ
ช่วงพักครึ่ง...ฉันสั่นไหวกับเสียงอันเปี่ยมพลังของเธอ
กลับเข้าไปชมการแสดงโอเปร่า
เธอเลือกการแสดงมาถึงสามเรื่อง
และแต่ละเรื่องโชว์พลังเสียงแบบไม่กระมิดกระเมี้ยน
ภาคการแสดง
ทำให้ฉันตะลึงงันกับความสามารถทางเสียงของเธอยิ่งขึ้น
มันก้องกังวานกว่าช่วงขับร้อง  เธอแสดงมันออกมาเต็มที่
ผู้ชมนิ่งงัน  เสียงเธอก้องประสานไปมาทั่วห้อง
จบการแสดง
ฉันปรบมือให้กับความอัศจรรย์ของเธอ
หลายเสียงพูดผ่านหูฉันว่า
สาวน้อยอัศจรรย์จริงๆ
ใช่...แต่ฉันไม่ชอบการตะเบ็งเสียงของเธอ
เสียงของแม่สาวคนนี้มีแต่ศาสตร์แต่ไม่มีศิลป์
ไม่มีความนุ่มนวลในสุ้มเสียงปรากฏให้เห็น
 ...
ฉันดื่มด่ำสี่รสชาติของน้ำเสียง  พลังการแสดง
ความสามารถที่ไม่น้อยหน้านักร้องเพลงคลาสสิก
และนักแสดงโอเปร่าชาวตะวันตกแม้แต่นิดเดียว
...และที่สำคัญที่สุด
ทุกค่ำคืน
ต่างมีเสน่ห์ความเป็นตัวเองของบรรดาสี่สาวน้อย
ที่เผยให้เห็นความเป็นตัวตนของพวกเธอออกมา
...
พลันที่ค่ำคืนที่สี่จบลง
ฉันสัมผัสได้ถึงความอหังการ์ของสาวน้อยมหัศจรรย์คนนั้น
ซึ่งไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า  Amadeus Mozart แม้แต่น้อย
ฉันนิยมชมชอบความงดงามของน้ำเสียงในค่ำคืนที่สาม
ที่ทำให้ฉันรู้สึกกลมกล่อม และเห็นถึงพลังในความรักที่จะร้อง
ส่วนค่ำคืนแรกนั้น... ฉันรู้สึกเหมือนสาวน้อย
ที่กำลังค้นหาความฝัน  และความหอมหวานของเพลงคลาสสิก  และการแสดงโอเปร่า
ค่ำคืนสุดท้ายเชือดเฉือน
จนบางครั้งฉันอยากเปล่งออกมา
โอ้...แม่สาวน้อย
เธอกำลังจะฆ่าฉันด้วยพลังของเสียงที่เธอมี
...ค่ำคืนอันแสนมหัศจรรย์...ทั้งสี่รัตติกาล